rendered paste bodyคืนหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าได้ทราบเรื่องจากผู้มีอายุท่านหนึ่ง เป็นเรื่องที่ออกจะพิสดารอยู่มาก เหตุเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน เป็นคืนข้างขึ้นเดือนหงาย ข้าพเจ้าไปลงเรือที่ท่าใต้สะพานใหม่ เพื่อไปทอดกฐิน
ขณะที่อยู่บนเรือทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักกับ "ลุงแช่ม" ผู้มีเมตตากรุณา แล้วข้าพเจ้าก็มีโอกาสพูดถึงเรื่องอื่นๆ ในงานกฐินพอสมควรแล้ว ข้าพเจ้าจึงวกไปถามว่า
'คุณลุงคงจะมีเรื่องอะไรสนุกๆ เล่าให้ผมฟังบ้าง ถ้าไม่เป็นการรบกวน ผมอยากทราบเรื่องชิวิตของคุณลุง เพราะได้ทราบว่าคุณลุงอยู่เป็นโสดตลอดมา เบื้อหลังชิวิตของคุณลุงคงจะมีอะไรน่าสนใจไม่น้อย'
เมื่อข้าพเจ้าพูดจบก็สังเกตดูกิริยาของคุณลุงแช่ม เห็นลุงแช่มยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า
ความจริงไม่มีความลึกลับอะไรหรอก มันเพียงชั่วเวลาของชิวิตที่ผ่านมาจากเด็ก มาสู่ความเป็นหนุ่ม วัยกลางคน แล้วก็ถึงวัยชรา ทุกคนที่มีวัยชราแล้ว จะต้องผ่านชิวิตที่มีความหลัง นับแต่อายุ ๒๐ ปี ถึง ๔๐ ปี เป็นเวลาผ่านที่สำคัญที่สุดในชิวิต เพราะเริ่มจะมีความรับผิดชอบช่วยตัวเอง ตองเผชิญกับปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาครอบครัวและการงานทั้งยากและง่าย
บางคนก็ต้องต่อสู้กับความทุกข์ยากลำบากนานาประการ บางคนก็ประสบกับความสุขความเจริญรุ่งเรือง บางคนก็มีอำนาจวาสนารุ่งโรจน์ บางคนก็ตกเป็นอาชญากร วิถีชิวิตของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน สุดแท้แต่ผู้ใดประกอบกรรมดีหรือกรรมชั่วเป็นต้นเหตุ
เมื่อวัยที่ผ่านพ้นปีที่ ๔๐ ไปแล้ว ถ้าเราไม่เข้าไปยุ่งในทางโลกให้มาก เข้าหาหลักธรรม ปฏิบัติในศีลสัตย์ ความหลงงมงายก็ค่อยๆ เบาบางลง พ้นเรื่องปัญหาและความยุ่งยากต่างๆ ที่สุดก็ผ่านมาถึงความชราและความตายเป็นการจบฉาก
แต่สำหรับชิวิตการต่อสู้ของลุงนั้น ออกจะแปลกประหลาดกว่าคนอื่นที่อยู่ในยุคเดียวกัน นับตั้งแต่เมื่อลุงเริ่มเข้าศึกษาหาวิชาความรู้ในโรงเรียน ก็ได้พบปะกับเพื่อฝูงที่มีวัยเดียวกัน และครูบาอาจารย์ ความรู้สึกต่างๆ ก็ผ่านเข้ามาตามที่ได้ยินได้ฟัง
เมื่อสมัยลุงเป็นนักเรียนนั้น ทางโรงเรียนมีครูที่เป็นพระภิกษุสอนหนังสือตามชั้น และสอนศีลธรรมอบรมจิตใจ พระภิกษุที่เป็นชาวอีสานก็บรรยายถึงภูมิประเทศ ก็ยกย่องภูมิลำเนาของท่าน ดินฟ้าอากาศ ลำน้ำโขง ลำแม่น้ำชี ทั้งประเพณีของชาวเมืองทางอีสาน ให้บรรดาเด็กนักเรียนฟัง ทำให้เด็กบางคนสนใจในภาคอีสาน
ส่วนพระภิกษุผู้เป็นชาวภาคเหนือ ก็บรรยายถึงชิวิตของชาวเหนือ บรรยายถึงลำแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน บรรยายถึงความสวยสดงดงามของขุนเขา ดอยสุเทพฯ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เชิดชูเชียงใหม่ ความสวยงามของสาวชาวเหนือ ประเพณีและวัฒนธรรมที่สูงส่ง นิสัยใจคอ และความเป็นอยู่ของชาวเหนือ เวลานั้นลุงรู้สึกว่าตัวเองเคลิบเคลิ้มไปตามคำบรรยายของพระภิกษุผู้เป็นครู
นับตั้งแต่นั้นมา ลุงก็มีความใฝ่ฝัน มีจิตใจจดจ่ออยากจะขึ้นไปทางภาคเหนือ มีเมืองแพร่ เมืองน่าน ลำปาง ที่สนใจมากก็คือ เชียงใหม่
สมัยนั้นรถไฟยังไปไม่ถึง ต้องไปเรือหางแมงป่องที่ปากน้ำโพ การเดินทางกินเวลาเป็นเดือนๆ แต่ลุงก็นึกเสมอว่า วันหนึ่งข้างหน้าลุงจะต้องเดินทางไปในภาคเหนือให้ได้ ไม่ว่าจะไปทางเรือ รถ ไม่ว่าจะสบายหรืออลำบากสักเพียงใด
ต่อมาเมื่อสร้างทางรถไฟถึงนครเชียงใหม่ ก็เป็นโอกาสที่ลุงจะเดินทางขึ้นไป ตามที่ได้ใฝ่ฝันมาเป็นแรมปี
ต่อมาโชคดีก็มาถึง จำได้ว่าลุงได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯในวันอาทิตย์ รถไฟออกจากสถานีหัวลำโพง ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นเวลาบ่าย ๔ โมง มีเพื่อนฝูงไปส่งกันมากมาย สมันนั้นยังไม่ค่อยมีใครเดินทางขึ้นไปเชียงใหม่ เพราะรู้สึกว่าไกลมาก ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ เพื่อนฝูงของลุงทุกคน ยังไม่เคยมีใครไปมาก่อนเลย ผู้ที่เดินทางขึ้นล่องก็มีแต่พวกค้าขาย และผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ทางเหนือหรือข้าราชการเท่านั้น คนธรรมดาน้อยนักที่จะขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่
ลุงได้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านได้มีหนังสือฝากฝังแนะนำให้ไปหาผู้มีชื่อทางภาคเหนือ เมื่อขึ้นไปบนรถไฟ ลุงรู้สึกตื่นเต้นที่สุดในชิวิต เพราะความฝันที่จะได้ขึ้นไปภาคเหนือเมืองเชียงใหม่นั้น เป็นความจริงขึ้นมาแล้ว
ลุงค้างคืนมาในรถไฟ จนกระทั่งเวลาเกือบย่ำค่ำ รถไฟก็เข้าเทียบชานชลาเชียงใหม่ ลุงตื่นเต้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เหยียบแผ่นดินเชียงใหม่
เมื่อลงมาจากรถไฟ ก็ยืนหิ้วกระเป๋าเก้ๆ กังๆ ที่ชานชลาสถานี บ้านที่ลุงจะไปพัก อยู่ทิศไหนก็ไม่รู้ จึงหยิบจดหมายขึ้นมาดูจ่าหน้าซองถึงตำบลที่อยู่ของผู้ที่จะไปหา แล้วก็ออกมาหน้าสถานี เห็นรถลากสองล้อ จึงบอกสถานที่ที่จะไปให้คนลากสองล้อทราบ
เมื่อหาบ้านที่จะไปพักพบแล้ว ลุงก็เข้าไปแนะนำตัวเองและนำจดหมายที่ผู้ใหญ่ฝากไปให้ ท่านเจ้าจองบ้านซึ่งเป็นผู้มีอันจะกิน ท่าทางใจดี เขาเรียกกันว่า 'พ่อเลี้ยง' ท่านได้ต้อนรับลุงเป็นอย่างดี และให้ลุงถือว่าบ้านของท่านเป็นเสมือนบ้านของลุงเอง ซึ่งลุงรู้สึกว่าเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
ท่านเจ้าจองบ้านได้บอกว่า ได้รับจดหมายจากกรุงเทพฯ และให้คนไปรับที่สถานีแล้ว แต่เนื่องด้วยไม่เคยรู้จักตัวมาก่อน เลยไม่รู้ว่ามาหรือเปล่า
ลุงบอกกับท่านว่า ลุงไม่นึกว่าจะมีคนไปรับ เมื่อรถไฟเข้าเทียบสถานีแล้ว ลุงก็รีบออกมาขึ้นรถลากตรงมาหาบ้านทันที ชื่อเสียงของเจ้าของบ้านมีคนรู้จัก และเสียใจที่ปล่อยให้คนรับไปคอยเก้อ
ตกลงลุงได้พักอยู่ที่บ้านผู้มีพระคุณ ท่านเจ้าของบ้านบอกว่า จะพักอยู่นานเท่าใดก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจ หากจะทำงานในเชียงใหม่ ท่านก็จะฝากให้ทำป่าไม้กับชาวต่างประเทศ เพราะเขาต้องการคนที่สำเร็จการศึกษาใหม่ๆ และรู้ภาษาต่างประเทศดี ลุงบอกว่า จะขอเที่ยวสักพักหนึ่งก่อนแล้วจึงจะตกลงใจ
บังเอิญลูกหลายของเจ้าของบ้านที่ลุกไปพักนั้นเป็นคนภาคกลาง เพิ่งจะขึ้นมาเชียงใหม่ได้ไม่นานนัก อายุก็รุ่นราวคราวเดียวกัน ฉะนั้น เมื่อจะไปไหนเราก็ไปด้วยกันอย่างถูกคอ ชายหนุ่มผู้นั้นชื่อ 'แจ้ง' ชิวิตของลุงเวลานั้นมีความชุ่มชื่นคล้ายกับปลาที่ได้แหวกว่ายไปในสายน้ำอันเย็นชื่นฉ่ำ เพราะได้มาถึงดินแดนที่เคยนึกฝันมานานแล้ว
เช้าวันหนึ่ง เราไปเที่ยวที่ตลอดวโรรส ซึ่งเป็นตลอดสดที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น หรือเรียกว่าตลาดหลวง ลุงนั่งกินกาแฟกับเพื่อนที่ร้านกลางตลาด มองดูชาวเมืองมากมายมาจ่ายตลอดตอนเช้า เสียงจอแจ
เมื่อลงนั่งมองดูชาวบ้านมาจ่ายตลาด ก็เห็นว่าทุกคนมีจักรยานเป็นพาหนะ ต่างก็พิงไว้หน้าตลาด เวลานั้นวัฒนธรรมและศีลธรรมยังสูง จึงไม่ปรากฏว่ารถจักรยานหาย เพราะไม่มีขโมย ผู้ที่ไปตลาดก็มีภาชนะสานคล้ายกระบุงป่องกลาง ก็มีเชือกสำหรับสะพาย แทนกระจาดที่คนภาคกลางชอบกระเดียดไปจ่ายตลาด
ทันใดนั้นสายตาของลุง ก็เหลือบไปเห็นหญิงสาววัยรุ่นผู้หนึ่ง ซึ่งมาจ่ายตลาด พอเห็นหน้าหญิงผู้นี้เท่านั้น ใจของลุงก็หวิวขึ้นมาทันที ความรู้สึกคล้ายเคยเห็น เคยรู้จัก ในชิวิตเหมือนจะเคยฝันเห็นมาก่อน ดูหน้าเธอจิ้มลิ้มผิวพรรณผุดผ่อง คิ้ว ตา หู จมูก ปาก ดูช่างรับกันหมดทั้งใบหน้า งามสมส่วนอะไรเช่นนี้ ลุงยังไม่เคยเห็นหญิงสาวที่สวยงามเช่นนี้มาก่อน จึงทำให้ลุงตะลึงมอง
เมื่อเธอเดินผ่านมาสบสายตากับลุง เธอก็สะดุ้ง เห็นจะเป็นเพราะลุงจ้องหน้าเธออย่างจังงัง จึงทำให้เธออายจนแก้มแดง เธอชายตามองดูลุงแวบเดียวก็ผ่านไป ลุงมาตามเธอไปเหมือนต้องมนต์สะกด
ต่อเมื่อเพื่อนจับแขนกระซิบเย้าว่า
'คงจะชอบใจมากซินะ จึงจ้องเอา'
ลุงจึงรู้สึกตัวซักละอายใจขึ้นมา จึงพูดแกเก้อไปว่า
'เธอสวยจริงๆ ผมยังไม่เคยเห็นผู้หญิงที่สวยหยดย้อยเช่นนี้มาก่อนเลย กิริยาท่าทางดูช่างน่ารักไปเสียทุกอย่าง ซ้ำผมยังเสียบดอกกุหลาบสีชมพู ดูรับกับใบหน้างามของเธอเหลือเกิน ทำยังไงจะได้รู้จักกับเธอนะ คุณรู้ไหมว่าเธอชื่ออะไร อยู่ที่ไหน'
เพื่อนผู้นั้นหัวเราะแล้วพูดว่า
'ผมมีความรู้ไม่มากไปกว่าคุณ ผมเคยมานั่งดื่มกาแฟเช้าๆ ที่นี่นานๆ ครั้ง แต่ก็ไม่เคยเห็นเธอมาก่อน คุณนับว่าเป็นผู้โชคดี พอมาถึงก็ได้พบหญิงงามเช่นนี้ ถ้าคุณพอใจจริงๆ จะตามไปบ้านเธอ ทำความรู้จักก็ได้'
ลุงได้ยินอย่างนั้นก็นึกอายและกระดาก เพราะว่าเพิ่งมาถึง แต่พอเห็นหญิงสาวสวยก็เกิดจิตใจปั่นป่วยแล้ว ทั้งนึกอายเพื่อนที่อ่านใจออก ใจจริงนั้นลุงอยากเดินตามเธอไปทุกหนทุกแห่งที่มีเธอ แต่ความเป็นหนุ่มที่ยังไม่เคยมีความรักมาก่อน นี่เป็นครั้งแรก แม้จะพูดเพียงคำว่ารักก็กระดากอายเสียแล้ว ฉะนั้น จึงแกล้งไถลพูดกับเพื่อนว่า
'ผมไม่กล้าตามเธอไปหรอก มันน่าเกลียด เขาจะมองเราไปในแง่พวกประตูดิน มักกระดากใจพิกล ผมคิดว่าเราควรมาที่ตลาดบ่อยครั้งเข้าก็คงรู้จักกับเธอสักวันหนึ่ง'
เพื่อนหัวเราะแล้วพูดว่า
'จะนึกรักผู้หญิง แต่อายไม่กล้า ที่ภาคเหนือนี่เขามีวัฒนธรรมสูง ไม่หวงลูกสาวเหมือนภาคกลาง และไม่ค่อยกักลูกสาวเหมือนบ้านเรา'
ลุงยังแข็งใจพูดต่อไปว่า
'ผมไม่กล้าตามไปหรอก คนอื่นเขาเห็นมันไม่น่าดู ผมอายเขา'
นายแจ้งหัวเราะในกิริยางกๆ เงิ่นๆ ของลุง ซึ่งหน้าแดงด้วยความอายเพราะเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่ม
วันนั้นลุงนึกเห็นแต่หน้าหญิงสาวผู้นั้นอยู่ตลอดเวลา เห็นจะเป็นเพราะความรักครั้งแรกจึงรู้สึกว่ามีความหลงใหลรุนแรง นี่แหละชิวิตรักแรกของลุง ไม่ทราบว่าคนอื่นเมื่อเวลาหนุ่มๆ แรกรักจะเหมือนลุงหรือไม่?
***
วันหนึ่งมีงานทำบุญที่วัดพระธาตุดอยสุเทพปอยหลวง นายแจ้งได้ชวนลุงให้ขึ้นไปเที่ยวบนดอย ความจริงลุงก็อยากไปอยู่แล้ว เพราะอยากจะอธิษฐานขอให้ดลใจพบหญิงที่รักตามความประสงค์ เพราะเขาว่าพระพุทธรูปที่วัดบนดอยสุเทพศักดิ์สิทธิ์มาก
วันนั้นลุงรู้สึกสนุกสนานมาก แต่ใจนั้นคิดถึงแต่หญิงสาวผู้ได้พบในตลาดหลวงไม่รู้วาย นึกว่าหากได้เธอร่วมทางขึ้นมาเที่ยวบนดอยด้วยกัน ลุงคงจะมีความสุขที่สุด
ตลอดเวลาในวันนั้น เราเพลิดเพลินอยู่บนดอยสุเทพ ที่มีสาวๆ แรกรุ่นดรุณีมาฟ้อนรำเป็นพุทธบูชา ด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยงดงาม เราดูสาวๆ ฟ้อนรำอย่างเพลิดเพลินจนลืมเวลากลับ
สมัยนั้น การเดินทางลงจากเขาในตอนกลางคืน ย่อมจะไม่ปลอดภัยเพราะมีสัตว์รายมากมายในระหว่างทาง ทั้งทางขึ้นลงก็แสนจะลำบาก จึงไม่ค่อยมีใครเขาเดินทางกัน นอกจากจะเดินกลับกันเป็นหมู่มากเท่านั้น
คืนนั้น ลุงและนายแจ้งจึงตกลงใจที่จะอยู่บนดอยสุเทพตลอดคืน และในวันนั้นลุงได้รู้ซึ้งถึงน้ำใจอันสูงส่งของชาวเหนือ ซึ่งลุงจะลืมเสียไม่ได้ ชาวบ้านชาวเมืองที่ขึ้นไปค้างบนดอยสุเทพมีจำนวนมากด้วยกัน บางกลุ่มก็มาทั้งครอบครัว เมื่อเห็นลุงกับเพื่อนเดินผ่าน ก็ร้องเชิญให้ทานอาหารด้วย ทั้งๆ ที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย ทำให้ลุงรู้สึกตื้นตันใจมาก
หลังจากนั้นเราก็เดินเล่นไปเรื่อยๆ บนดอยสุเทพ แต่เนื่องจากอากาศหนาว พ่อเฒ่ากับแม่เฒ่าผู้เป็นน้องสาว ก็เรียกให้มาผิงไฟกันลมหนาวยาวดึก ซึ่งทั้งสองก็ต้อนรับเราอย่างสนิทสนมเหมือนลูกหลาน
พ่อเฒ่านั้นมีนามว่า 'พ่อเฒ่าหนานหมู' แต่ลุงกับเพื่อนๆ เรียกว่า 'ลุงหนาน' ส่วนแม่เฒ่าผู้น้องนั้นชื่อว่า 'แม่เฒ่าคำแปง'
อาหารเย็นของเราในวันนี้ก็คือ ข้าวเหนียวกับหมูย่าง ของลุงหนานและแม่คำแปง
คืนนั้น เราได้สนทนากันอย่างสนุกสนานกับพ่อเฒ่าและแม่เฒ่า ก่อนจากกันพ่อเฒ่าและแม่เฒ่าก็บอกว่า อยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่และชักชวนให้เราไปเที่ยวบ้าน โดยบอกตำบลที่อยู่ให้อย่างชัดเจน
หลังจากวันนมันสการพระบรมธาตุบนดอยสุเทพแล้ว ลุงก็พยายามไปที่ตลาดหลวง เพื่อคอยพบหญิงสาวที่ไม่รู้จักนาม ที่ร้านกาแฟในกลางตลาดหลายวันติดกัน บางครั้งลุงก็ไปคนเดียว บางครั้งก็ชวนแจ้งไปด้วย แต่ทุกครั้งก็ผิดหวัง ทำให้ลุงนึกว่าหมดหวัง คิดว่าเธอคงจะไม่ได้อยู่ในเชียงใหม่ เพราะถ้าอยู่ในตัวเมือง เธอคงจะต้องมาจ่ายตลาดแน่นอน
หลังจากนั้นลุงได้พยายามเดินเที่ยวหาในเมืองแทบทุกวัน ทั้งตลาดนอกตลาดใน เมืองเชียงใหม่ไปจนทั่วทุกตลาด ประตูช้างเผือก สันป่าข่อย และแห่งอื่นๆ แต่แล้วก็นึกถึงพ่อเฒ่าแม่เฒ่าสองพี่น้องได้ จึงไปตามหาตำบลที่ให้ไว้ ในไม่ช้าก็พบบ้านพ่อเฒ่าแม่เฒ่าตามที่อยู่ที่ได้บอกไว้
เมื่อไปถึงบ้านลุงหนานหมู จึงได้ร้องเรียกเจ้าของบ้าน พอลุงหนานหมูเห็นว่าเป็นใคร ก็ดีใจ รีบจัดแจงหาเสื่อปู แล้วเชิญขึ้นไปบนเรือน
เมื่อนั่งพักจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลุงก็คุยกับลุงหนานหมูว่า
'แหม ลุงนานปลูกต้นกุหลาบดอกโตจริงๆ ผมชอบมาก'
ลุงหนานหัวเราะหึๆ แล้วพูดขึ้นว่า
'ผมไม่ได้ปลูกเองหรอก เป็นของหลานสาวเขาปลูกเอาไว้น่ะคุณ แต่วันนี้ไม่อยู่บ้านทั้งแม่เฒ่าและบัวแก้ว ออกจากบ้านแต่เช้า ไปเยี่ยมญาติพี่น้องที่บ้านเชิงดอยสะเก็ด เย็นๆ ถึงจะกลับ'
เมื่อลุงหนานหมูพูดแล้ว ก็ทำให้ลุงอดคิดไม่ได้ว่า บัวแก้วที่ลุงหนานเอ่ยชื่อนี้ อาจจะเป็นหญิงสาวที่ลุงเคยพบในตลาด จะเป็นไปได้ไหมหนอ จึงแกล้งถามลุงหนานว่า
'บัวแก้วนี่เป็นลูกสาวลุงหนานหรือ'
ลุงหนานหัวเราะแล้วพูดว่า
'เปล่า ไม่ใช่หรอกคุณ บัวแก้วเป็นหลานสาว'
ลุงจึงชี้ไปที่เด็กถามว่า
'นี่คงเป็นบุตรบัวแก้วใช่ไหมลุง'
ลุงหนานหัวเราะบอกว่า
'ไม่ใช่ นี่เป็นเด็กหลังบ้าน บัวแก้วยังเป็นสาวอายุเป็น ๑๗ ปี'
เมื่อลุงได้ยินดังนั้นก็ใจเต้น นึกในใจว่าคงใช่แม่บัวแก้วที่ได้พบกันในตลาดแน่นอน
วันนั้นลุงได้เพลิดเพลินอยู่กับลุงหนานหมู ซึ่งรสนิยมตรงกันตลอดเวลา ลุงอยู่บ้านลุงหนานจนเย็น ตั้งใจว่า จะดูแม่บัวแก้วว่าจะเป็นคนเดียวกับหญิงสาวที่พบในตลาดหรือไม่ จนกระทั่งเวลาได้ล่วงมาถึงเย็นแล้ว ลุงก็ยังไม่ได้เจอบัวแก้ว จึงตัดใจลาลุงหนานกลับไปก่อน
วันรุ่งขึ้น ลุงยังใจจดใจจ่ออยากจะไปบ้านลุงหนานหมูอีก อยากจะรู้ว่าหญิงสาวที่ชื่อบัวแก้วนั้น จะเป็นหญิงคนเดียวกับที่ลุงฝันถึงแทบตลอดเวลาหรือไม่?
ฉะนั้น ลุงจึงไม่รอช้า รีบถีบจักรยานไปบ้านลุงหนาน ลุงนึกในใจว่าอยากให้แม่บัวแก้วหลานสาวของลุงหนานหมูนั้น คึอ นางในดวงใจของลุงเหลือเกิน ลุงจะได้ไม่ต้องไปเที่ยวตามหาเธออีก
เมื่อถีบจักรยานเข้าไปในประตูบ้านของลุงหนาน ก็ได้ยินเสียงแม่เฒ่าคำแปงร้องเชิญมาจากบันไดบ้าน ลุงไม่รอช้า นำรถถีบเข้าไปพิงไว้ใต้ถึนบ้างซึ่งปลูกสูง
เมื่อทำความเคารพเจ้าของบ้านแล้วก็ขึ้นบนเรือน แม่เฒ่าคำแปงจัดแจงปูเสื่อยกโฑใส่น้ำมาตั้งไว้ และจัดเซี่ยนหมากที่ใส่เมี่ยงและเกลือจีดห่อเป็นคำๆ ลุงนั่งลงที่เสื่อ แล้วถามถึงลุงหนานหมู ก็ทราบจากแม่เฒ่าว่า ไปคุยกับพระที่วัด
ลุงเลยบอกว่า 'เมื่อวานนี้ได้มาคุยกับลุงหนาน'
แม่เฒ่ายิ้มอย่างใจดีแล้วพูดว่า
'พี่หนานบอกป้าเหมือนกันว่าคุณมา แต่เมื่อวานนี้ ป้าไปตีนดอยสะเก็ด กลับมาจนเย็น คุณกลับไปก่อนแล้ว'
ลุงส่ายตามองหาบัวแก้วหลายสาวแม่เฒ่า ซึ่งไม่เห็นอยู่ในที่นั้นด้วย และพูดว่า
'ผมชอบกุหลาบที่ปลูกไว้ ออกดอกงามๆ เหลือเกิน ที่กรุงเทพฯ ดอกเล็ก ไม่สวยเหมือนอย่างนี้'
แม่เฒ่าเหมือนจะรู้ใจจึงพูดว่า
'บัวแก้วเขาเป็นคนปลูก เขาเป็นคนขยัน นี่ก็คงไปคุยกับบัวคำเพื่อนรัก เพื่อเกลอที่หลังบ้าน ประเดี๋ยวป้าจะเรียกมาให้รู้จักและคุยด้วย'
ลุงเดิดกระดากอายขึ้น จึงบอกว่า
'ไม่ต้องหรอกจ้ะป้าคำแปง ผมคุยกับป้าก็ได้'
เสียงแม่เฒ่าคำแปงหัวเราะพูดว่า
'คุยกับคนเฒ่าคนแก่จะไปสนุกอะไรล่ะ ประเดี๋ยวป้าจะเรียกบัวแก้วมา'
พูดแล้วแม่เฒ่าคำแปงก็ตะโกนไปทางหลังบ้าน เรียกชื่อบัวแก้วสองสามคำ ลุงก็คอยชะเง้อดูด้วยคนตื่นเต้นใจ นึกภาวนาขอให้เป็นสาวในดวงใจที่ได้พบในตลาดทีเถิด
ไม่ช้าก็มีหญิงสาวรูปร่างเอวเล็กเอวบาง ผิวเนื้อขาวเหลือง หน้ารูปไข่ลุงมองดูแต่ไกลแล้วก็ต้องตะลึง คิดว่าบัวแก้วก็คือหญิงที่พบในตลาดในเช้าวันนั้น เมื่อเธอเข้ามาใกล้ ก็เห็นดวงหน้าอันมีเสน่ห์ และยิ้มระรื่นของเธอ ซึ่งยกมือขึ้นทำความเคารพ พลางพูดว่า
'ยินดีมากค่ะที่ได้รู้จักคุณ'
เมื่อลุงรับไหว้เธอแล้ว ลุงก็จ้องมองพลางพูดตอบว่า
'ผมรู้สึกเป็นเกียรติเหมือนกันที่ได้รู้จักคุณบัวแก้ว'
ลุงพูดแล้วก็พิจารณาดูเธออีก เธอช่างมีรูปร่างคล้ายกับหญิงที่พบในตลาดตอนเช้าเหลือเกิน มองดูไกลๆ นึกว่าใช่แล้ว เมื่อเข้ามาใกล้จึงรู้ว่าไม่ใช่ แต่ก็ไม่อาจตัดสินใจได้ว่า ใครจะงามกว่าใคร ในชิวิตเมื่อเริ่มแตกเนื้อหนุ่มก็เพิ่งจะพบผู้หญิงสาวสวยที่ถูกอกถูกใจมากในครั้งนี้ แต่มันช่างแปลกประหลาดอะไรเช่นนี้ ที่ลุงมาพบผู้หญิงสวยที่สุดสองคนในระยะที่ไม่ห่างกัน ลุงไม่ทราบว่าจะพูดอะไร นึกอะไรไม่ได้ก็พูดขึ้นว่า
'ทีแรกผมนึกว่า คงจะเคยเห็นคุณมาก่อนแล้ว แต่เมื่อเข้ามาใกล้จึงรู้ว่าไม่ใช่'
บัวแก้วพูดเสียงอ่อนหวานแกมเย้าว่า
'คงเสียใจมากนะคะ ที่ผิดหวังที่ดิฉันไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น'
ลุงรีบตอบไปโดยเร็วและนึกตำหนิตัวเองว่า ไม่ควรพูดจึงบอกว่า
'โอ...เปล่าหรอกครับ รู้สึกว่าคุณจะสวยงามไม่แพ้คนที่ผมเห็นมาแล้ว ผมพูดตามจริงนะครับ'
เธอยิ้มให้ความสนิทสนมเหมือนรู้จักกันมาแรมปี แล้วพูดขึ้นว่า
'ขอบคุณค่ะที่ชมดิฉัน แต่คนชาวเหนือก็ไม่ใช่จะเชื่อคนง่ายๆ นะคะ คุณจะบอกได้ไหมคะว่า คุณพบหญิงที่คุณบอกเมื่อกี้นี้ เห็นเธอที่ไหน และคุณเคยพูดอะไรกับเธอบ้างหรือเปล่า' หญิงสาวถามด้วยสีหน้ายิ้มๆ
ลุงจึงบอกไปว่า
'ผมพบเธอในเช้าวันหนึ่งที่ตลาดหลวง เธอไปจ่ายกับข้าว แต่แล้วตั้งแต่วันนั้นก็ยังไม่เคยพบเธออีกเลย ผมพยายามเที่ยวตามหาก็ไม่พบ'
เสียงหญิงสาวหัวเราะคิกๆ อย่างขบขันแล้วพูดว่า
'คุณเป็นคนซื่อมาก ดิฉันเชื่อว่าเป็นจริงค่ะ และคุณคงชอบเธอ จริงไหมคะ'
เมื่อเธอพูดแล้วก็เอียงคอทำท่าล้อ ทำให้ลุงหน้าร้อนด้วยรู้สึกกระดากอายที่จะต้องบอกว่าชอบ แต่คำนี้ยังอ่อนกว่าคำว่ารักหน่อย แต่เช่นนั้นลุงก็ยังตะกุกตะกักพูดไม่ออก จนหญิงสาวเตือนว่า
'บอกซิคะว่าคุณชอบเธอหรือเปล่า บางทีดิฉันจะช่วยคุณได้บ้าง ถ้าคุณชอบเธอจริงๆ'
เมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนั้น เธอทำให้ลุงกล้าขึ้นมาก แม้บัวแก้วจะสวยอย่างหยาดฟ้ามาดิน แต่ลุงก็อดนึกถึงหญิงสาวที่พบในตลาดวันนั้นไม่ได้ แม้กระนั้นใจก็ยังเข้าข้างตัวเองว่า หากไม่มีโอกาสพบเธอผู้นั้นแล้ว บัวแก้วควรมาเป็นนางในดวงใจของลุง
วันนั้นเธอทำให้ลุงมีปัญหามาขบคิดหลายข้อ ดูเหมือนจะพูดแย้มๆ ไว้ว่า เธอได้รู้จักนางในดวงในของลุง
ตอนหนึ่งเธอถามว่า เวลานั้นลุงอยู่ร้านกาแฟกลางตลาด และหญิงสาวผู้นั้นแต่งกายด้วยสีนั้นใช่ไหม คำถามเหล่านี้ทำให้ลุงต้องสะดุ้ง คล้ายกับว่าเธอเป็นเงาตามตัว จึงเห็นเหตุการณ์ได้แม่นยำเช่นนี้ ทำให้ลุมมองเห็นความหวังลางๆ
วันนั้นเมื่อกลับมาที่พักแล้ว รู้สึกสบายใจขึ้นมาก ต่อจากนั้นลุงก็ไปหาบัวแก้วที่บ้านเสมอมา ลุงได้พยายามถามถึงหญิงสาวในดวงใจ แต่บัวแก้วผลัดวันเมื่อนั้นเมื่อนี้ คงจะได้พบเธอสักวัน ส่วนลุงยังมีความอดทน เพราะยังมีความหวังอยู่ทุกครั้งที่ไปบ้านบัวแก้ว ทั้งลุงหนานและแม่เฒ่าคำแปงน้องสาวก็หลบไป เปิดโอกาสให้เรานั่งสนทนากันสองต่อสอง ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน
วันหนึ่ง บัวแก้วชวนลุงว่า คืนนี้เดือนแจ้งจะไปดูลิเกที่ในโรงทหารกันไหม ความจริงเรื่องละครลิเก ลุงไม่ค่อยจะชอบ ไม่สนใจนัก ถ้าเป็นกรุงเทพ พวกเพื่อนๆ มันรู้ว่าลุงไปดูลิเก มันคงหัวเราะเยอะ หรือไม่ก็คงว่าลุงสติไม่ดีเป็นแน่ แต่ผู้หญิงสาวสวยอย่างบัวแก้วชวน จะปฏิเสธก็ไม่ได้
ตกลงคืนนั้น เราก็ไปดูลิเกที่โรงทหารตามที่นัดไว้ ในยามค่ำคืนเดือนหงายมีหญิงสาวสวยคอยชี้ชวนชมโน่นชมนี่ นับว่าเป็นความสุขที่หายากมาก แม้เราจะไม่ได้เป็นคู่รักคู่หมายกันก็ตาม แต่ความสวยของเธอ มันก็ทำให้จิตใจลุงมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเราเข้าไปถึงโรงทหาร แต่แล้วสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้นอย่างไม่เคยนึกมาก่อน ทำให้ลุงตื่นเต้นตะลึงงง มันจะเป็นการบังเอิญ หรือเป็นแผนการณ์ก็เหลือเดา ลุงได้พบนางในดวงใจที่โรงลิเก บัวแก้วตรงเข้าไปทักทายปราศรัยสนิทสนม เธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีกานมะลิ และนุ่งซิ่นสีเดียวกัน เมื่อเข้ากับแสงไฟ ทำให้เธองามเด่นยิ่งขึ้น เมื่อยืนเทียบกันแล้ว ก็รู้สึกจะตัดสินยากว่าใครสวยกว่ากัน
บัวแก้วหันมามองทางลุง พลางแนะนำเพื่อนสาวของเธอ ให้ลุงรู้จักว่าเธอชื่อ 'บัวคำ' เป็นเพื่อนรักใคร่กันมาก บัวคำยิ้มอย่างอายๆ ทำให้ลุงตัวพองใจพองขึ้นอีกเป็นกอง นึกว่าชิวิตนี้ของเราไม่เสียทีที่เกิดมาในโลกนี้ ที่ได้รู้จักสาวสวยถึงสองคน
คืนนั้นลุงดูลิเกไม่รู้เรื่อง เพราะมัวแต่กระซิบคุยกับบัวคำอย่างมีความสุข และอิ่มอกอิ่มใจที่สุดในชิวิตหัวใจรักย่อมเข้าใจกันได้ด้วยสายตาและกิริยาท่าทาง ความสุขของเราอยู่ตรงที่ต่างก็มีหัวใจตรงกัน พูดกันไม่รู้จักเบื่อไม่รู้จักจบสิ้น กิริยาท่าทาง ทั้งวาจา จะยิ้ม จะพูด มันน่ารักไปเสียทุกอย่าง ถูกอกถูกใจลุงมาก เราต่างก็เข้าใจความหมายว่ารัก มันช่างมันคำที่มีความไพเราะน่าฟัง และนำมาซึ่งความสุขอะไรเช่นนั้น
คืนนั้นเมื่อลิเกเลิกแล้ว เราต่างก็เดินสนทนากันมาตลอดทาง ส่วนบัวแก้วกับเพื่อนบ้าน เกินห่างกันระยะไกล เพื่อให้ลุงเดินคลอเคลียกับบัวคำท่ามกลางแสงเดือนอันสว่างกระจ่างแจ้ง มาตามถนนที่เงียบสงัดในยามค่ำคืน ทั้งยังได้ยินเสียงซึงที่พวกหนุ่มๆ ไปเที่ยวแอ่วสาวตามบ้าน ดีดซึงเป็นเพลงไพเราะจับใจ ลุงไม่เคยมีความสุขเช่นนี้มาก่อน ลุงแหงนดูดวงจันทร์ และหันมามองดูหน้าบัวคำ เธอเอียงอายเพลงหลบสายตาลุง แล้วพูดว่า
'คุณมองดูอะไรก็ไม่รู้ จ้องเอา...จ้องเอา ...เหมือนเช้าวันที่พบกันที่ตลาดหลวง ทำให้ดิฉันอายมาก ไม่รู้จะหลบไปทางไหน'
ลุงรู้สึกว่าคำพูดของบัวคำนั้นช่างหวานฉ่ำมีเสน่ห์ ฟังไม่รู้จักเบื่อ จึงตอบไปว่า
'โธ่.. ตั้งแต่พี่เกิดมา ยังไม่เคยเห็นใครสวยเท่าน้อง พี่จึงมองอย่างตะลึงลืมตัว ขอโทษด้วยเถิดน้องบัวคำ'
เสียงเธอหัวเราะคิกๆ อย่างมีความสุข พลางตอบว่า
'คุณพี่ยกย่องน้องเกินไปแล้วละค่ะ น้องคงไม่สวยเหมือนคนเมืองใต้หรอก'
การสนทนาโต้ตอบกันตามภาษารักท่ามกลางแสงเดือน เป็นสิ่งช่วยเสริมจิตใจของหนุ่มสาวให้สดชื่นยิ่งขึ้น
คืนนั้นหลังจากส่งสาวทั้งสองกลับถึงแล้ว ลุงก็ตรงมาบ้านพักด้วยหัวใจเบิกบาน เต็มไปด้วยความสุข คิดว่าเมื่อตกลงกับสาวเรียบร้อยแล้ว ก็จะจดหมายไปทางบ้านกรุงเทพฯ เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ลุงจะจัดงานสู่ขอแต่งงานกันตามประเพณี ยิ่งคิดก็ยิ่งมองเห็นความสุขที่จะได้คู่ครองที่สวยน่ารักและฉลาดและพูดจาได้อย่างไพเราะ นึกว่าเกิดมาทั้งทีไม่เสียชาติเกิด คืนนั้นลุงนอนฝันถึงแต่ความสุขเท่านั้น
คืนต่อมาลุงได้ไปที่บ้านบัวแก้ว และบัวคำก็อยู่บ้านบัวแก้วด้วย บางครั้งลุงก็ได้พบกับหนุ่มชาวพื้นเมืองที่มาแอ่วสาว แต่เมื่อเขาเห็นลุงขึ้นไปอยู่บนบ้านก่อน เขาก็จัดแจงลากลับด้วยหน้าตายิ่มแย้มอย่างเป็นมิตรแสดงถึงจิตใจมีวัฒนธรรมสูง
แต่แล้วก็มีสิ่งที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ ซึ่งลุงไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้คือ คืนหนึ่ง เมื่อได้สนทนาตามประสาคนรักกับบัวคำ ผู้เป็นดวงใจของลุงสองต่อสอง เพราะไม่ทราบว่าบัวแก้วหายไปไหน แล้วลุงก็ได้เล่าถึงว่า ลุงจะจดหมายแจ้งข่าวว่า เราจะมีการหมั้นกัน เพื่อให้คุณแม่ทางกรุงเทพฯ ทราบ คุณแม่คงจะตกลงด้วยความยินดี และคงจะมาในงานนี้ด้วย ลุงพยายามชี้แจงและฝันถึงความสุขในอนาคต คิดว่าหลังจากแต่งงานแล้ว เราจะเดินทางไปเที่ยวหัวหิน และไปสงขลา ตลอดถึงภูเก็ดและปีนัง ลุงนึกถึงฝันแต่จะท่องเที่ยวดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กับเธออย่างมีความสุขที่สุดในชิวิต แต่แล้วก็ได้ยินบัวคำพูดว่า
'ขอฟังน้องก่อน ที่คุณพี่ได้คิดการล่วงหน้าทุกอย่าง ก็ได้แสดงถึงน้ำใจที่ซื่อสัตย์ มั่งคง และรักจริง แต่น้องจะขอร้องอะไรสักอย่าง คิดว่าคุณพี่คงไม่ขัดข้อง แต่อาจเป็นเรื่องหนักใจของคุณพี่ก็ได้ จะกรุณาได้ไหมคะ'
เมื่อลุงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่คิดอะไร บอกตกลงทันที ไม่ว่าสิ่งนั้นจะยากจะง่ายอะไร ก็รับรองจะตามใจทุกอย่าง เธอแสดงอาการดีใจนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จนลุงต้องเตือนขึ้น เธอจึงบอกด้วยเสียงค่อยๆ และช้าๆ อย่างตริตรองว่า
'น้องกับบัวแก้วเป็นเพื่อนรักเพื่อนตายกันตลอดมา เราเคยร่วมสาบานว่า เราจะไม่ทิ้งกัน ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน ในชิวิตเราจะจากกันไม่ได้'
ลุงได้ฟังเช่นนั้นก็หัวเราะ แล้วพูดว่า 'เท่านั้นหรือ ตกลงเราจะเอาบัวแก้วไปด้วย เที่ยวปักษ์ใต้ให้สนุกสนานกันเลย ไม่ต้องวิตกทุกข์ร้อน พี่ตามใจทุกอย่าง'
แต่บัวคำก็มิได้แสดงอาการดีใจอะไรที่ลุงยอมตามสัญญา จะพาเพื่อนรักของเขาร่วมเดินทางไปด้วยกัน
เธอพูดขึ้นว่า
'น้องอยากจะบอกพี่ว่า เราจะร่วมแต่งงานด้วยกัน เพราะได้สาบานไว้ว่า จะร่วมสามีเดียวกัน เราจะไม่ยอมแยกจากกัน'
พอลุงได้ยินเช่นนั้นก็ตะลึงตกใจไปหมด ไม่เคยนึกว่าจะได้ยินได้ฟังคำพูดเช่นนี้ เพราะไม่คิดว่า จะได้คนรักคราวเดียวกันถึงสองคน แทบไม่เชื่อหูตัวเองนึกว่าฝันไป และด้วยความเต็มใจยินดีเห็นชอบแกมบังคับเช่นนี้ คงไม่มีใครเคยพบมาก่อน ทั้งสองสาวก็สวยราวกับหยาดฟ้ามาดิน แต่แล้วก็ได้ยินเธอสำทับอีกว่า
'รับปากน้องอีกซิคะว่า พี่จะรับบัวแก้วไว้เป็นภรรยาอีกคน ด้วยความเต็มใจของน้อง'
ลุงงงจนพูดอะไรไม่ถูก แล้วนี่ใครบ้ากันแน่ นี่เป็นความจริงหรือความฝัน ลุงใช้นิ้วมือขวาหยิกหลังมือซ้ายดูก็รู้สึกเจ็บ หยิกใบหูดูก็รู้สึกเจ็บ มันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันแน่ นี่ลุงจะได้ภรรยารูปงามราวกับเทพธิดาคราวเดียวกันถึงสองคนเชียวหรือ เพื่อฝูงทางกรุงเทพฯ คงตกใจเมื่อรู้ข่าวแปลกๆ เช่นนี้ สติลุงยังดีหรือเป็นบ้าไปแล้ว ลุงไม่รู้ว่าดีใจหรือเสียใจ เพราะจิตใจมันปั่นป่วนไปหมด มันตื่นเต้นจนครองสติไม่อยู่ ต่อเมื่อได้สงบสติอารมณ์เข้าสู่ปกติสักครู่หนึ่งแล้ว จึงพูดกับบัวคำว่า
'ที่น้องพูดนี่เป็นความจริงหรือลองใจพี่' เธอยิ้มด้วยความขบขัน พลางว่า
'ที่น้องพูดนี่เป็นความจริงไม่มีอะไรแอบแฝง พูดด้วยความบริสุทธิ์ ความรู้สึกปกติทางจิตใจ'
ลุงตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ถูก แต่แล้วลุงก็ต้องถามบัวคำอีกว่า
'น้องแน่ใจแล้วหรือว่า บัวแก้วจะยอมตามที่พูดไว้'
บัวคำตอบว่า
'เราตกลงกันแล้ว ไม่มีอะไรขัดข้อง เวลานี้อยู่ที่การตัดสินใจของคุณพี่คนเดียวเท่านั้น'
ลุงก็ได้แต่พูดว่า
'ถ้าเช่นนั้นพี่ตามใจ น้องจัดการได้ทุกอย่าง แต่ภายหลังถ้ามีอะไรเดือดร้อนสำหรับเธอทั้งสองคน เธอต้องรับผิดชอบกันเอง อย่ามาทำให้ร้อนใจถึงพี่ด้วยนะ ควรตกลงกันเองให้เรียบร้อย'
บัวคำพูดอย่างดีใจ
'โธ่ อย่ากลัวเลยค่ะ จะไม่มีเรื่องอะไรเดือดร้อนขึ้นเป็นอันขาด น้องดีใจมากที่พี่รับปาก'
ในชิวิตของลุงก็เพิ่งจะได้พบเรื่องที่ประหลาดที่สุดก็ครั้งนี้ ซึ่งลุงเคยคิดว่าจะมีแต่เรื่องอ่านเล่นและวรรณคดีเท่านั้น แต่บัดนี้มาเจอกับตัวเองเข้าแล้ว
นับตั้งแต่นั้นมา เมื่อไปบ้านบัวคำ ก็มีบัวแก้วนั่งสนทนาอยู่ด้วย ครั้นไปบ้านบัวแก้วก็มีสาวบัวคำไปร่วมสนทนา ชิวิตลุงเวลานี้มีความสุขใจอย่างที่สุด โลกนี้มันน่าอยู่น่ารื่นรมย์ที่สุด ลุงเป็นชายหนึ่มที่น่าอิจฉาของคนหนุ่มทั่วไป ที่มีสองสาวอยู่เคียงข้าง ลุงตกลงหารือกับสองสาวในการจัดงาน
แล้วลุงก็เขียนจดหมายลงไปกรุงเทพฯ ให้คุณแม่ขึ้นไปจัดการให้เราตามประเพณีนิยม แต่ก็ยังตะขิดตะขวงใจอยู่เหมือนกันที่เราแต่งงาน โดยมีเจ้าบ่าวคนเดียว แต่มีเจ้าสาวสองคน คุณแม่รู้ข่าวคงตกอกตกใจ คนที่รับเชิญในงานเขาจะตีหน้าอย่างไร คงจะลือกันว่า อ้ายหมอนี่มันโชคดี มีเมียสาวคราวเดียวตั้งสองคน
คืนนั้นเราก็มาสนทนาหยอกล้อกันอย่างมีความสุข ด้วยความรักทั้งสามชิวิต เธอช่างร่าเริงเหมือนดอกไม้เพิ่มแย้มในยามเช้าบริสุทธิ์ ทั้งจิตใจและร่างกาย นึกถึงความรักอันสดชื่นของเราทั้งสองจะครองรักกันจนกว่าชิวิตจะหาไม่ เราต่างขอคำมั่นสัญญาเพื่อเป็นหลักให้มั่นใจ
ลุงหันหน้าไปทางดอยสุเทพ แล้วกล่าวปฏิญาณว่า
'ข้าพเจ้าจะขอครองรักด้วยความซื่อสัตย์มั่นคงต่อหญิงทั้งสอง คือ บัวแก้วและบัวคำ นอกจากบัวคำบัวแก้วแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ยอมมีภรรยาต่อไปอย่างเด็ดขาด ถ้าข้าพเจ้าไม่ซื่อตรงต่อสัญญา ขอให้เป็นไปตามแต่เจ้าป่าเจ้าเขาจะลงโทษ'
ลุงก็ยกมือไหว้ขุนเขาดอยสุเทพอยู่เบื้องหน้า แล้วหญิงสาวทั้งสองก็สาบานตามทำนองเดียวกับลุง ทำให้เราเห็นอกเห็นใจในความรักที่มีต่อกันยิ่งขึ้น
คืนนั้นลุงอยู่บ้านบัวคำถึงตีสอง เราใช้เวลาพร่ำพรอดกันไม่รู้เบื่อ เป็นชิวิตที่สดชื่นที่สุด ทำให้ลุงมิใคร่อยากจะกลับที่พักคืนนั้น
ทันใดนั้นเหตุการณ์อย่างที่ไม่นึกไม่ฝันก็ได้เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เสียงหมาหอนรับกันมาตลอดทาง แล้วเราก็ได้ยินเสียงเพลงซอมาแต่ไกล แต่เสียงนั้นฟังแล้วเยือกเย็นจับใจ ทำให้ขนลุกตั้งชันขึ้นมาตลอดตัว เมื่อได้ยินเสียงชัดเจนแล้ว สองสาวก็ร้องหวีดผวาเข้ากอดกันสะอื้นไห้ ลุงเองก็ตกใจตะลึงจึงรีบเข้าไปโอบกอดรับขวัญ เห็นสองสาวตัวสั่นขวัญหายก็สงสาร ลุงปลอบว่า
'เธออย่าตกใจกลัวไปเลย พี่อยู่นี่จะไม่ยอมให้เธอได้รับอันตรายใดๆ เป็นอันขาด เธอทั้งสองก็คือดวงใจในชิวิตพี่'
ทั้งสองสาวซบหน้าลงที่ไหล่ทั้งสองข้าง แล้วพูดเสียงสั่นๆ ว่า
'ถ้าน้องทั้งสองไม่มีพี่ ก็เห็นจะไม่อยู่เป็นคนต่อไปแล้ว ขอพี่จงเมตตากรุณาน้องทั้งสองให้มากด้วยนะคะ'
ลุงเอียงไปจูบเส้นผมทั้งสองคนด้วยความรักเอ็นดูและสงสาร ปลอบใจคล้ายกับว่า ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแล้ว ลุงก็พร้อมจะตายเพื่อเธอ เธอมีกำลังใจขึ้นทันที เธอทั้สองผละจากอ้อมกอด เปลี่ยนแปลงจากความอ่อนแอเมื่อครู่นี้ให้เข้มแข็งขึ้น พลางพูดว่า
'ถ้าน้องมีพี่อยู่ข้างๆ น้องก็ไม่กลัวสิ่งใดทั้งนั้น แม้จะต้องตายก็จะขอกอดคอตายด้วยกัน'
ลุงรู้สึกพอใจที่เธอเปลี่ยนท่าที จึงถามว่า
'ทำไมเธอจึงกลัวเสียงเพลงที่เยือกเย็นเมื่อครู่นี้ล่ะ' บัวแก้วพูดขึ้นว่า
'นั่นคือเสียงเพลงมรณะค่ะ เป็นเพลงสัญญาของเจ้าแม่ผู้พยาบาท ถ้าใครได้ยินเพลงนี้ ผู้นั้นจะถึงแก่ความตายในไม่ช้า และได้ระบุชื่อบัวแก้วบัวคำเข้าไปในเนื้อเพลงด้วย
เพราะฉะนั้น นั้นทั้งสองจึงใจหายจนขาดสติไปพักหนึ่ง คนที่ไม่ได้ยินนั้นก็ไม่เป็นอันตราย จะเป็นก็แต่ผู้ได้ยินเสียงเพลงเท่านั้น เป็นสิ่งที่เชื่อกันมานานแล้ว โดยเฉพาะในหมู่บ้านเรา ที่สาวบ้านเรารักใคร่กับชายต่างเมือง คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังต่อๆ มา
บัดนี้เราก็ได้ยินด้วยกันทั้งสามคน เพราะฉะนั้นน้องจะไม่กลัวอะไรแม้เราจะตายก็ตายพร้อมกันทั้งสามคน ถ้าขาดคนหนึ่งคนใดไป น้องก็ไม่อยากมีชิวิตอยู่ ฉะนั้นบัดนี้น้องจึงคิดได้ว่า น้องไม่กลัวอะไรอีกแล้ว เมื่อครู่นี้ได้แสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น เพราะยังไม่ทันคิด'
ลุงอดชมจิตใจอันเข้มเข็งของเธอไม่ได้ ไม่คิดเลยว่าหญิงสาวรูปสวยวัยดรุณี อายุยังไม่ครบยี่สิบ จะมีจิตเข้มแข็งถึงเพียงนี้ ทั้งยังเพิ่มความกล้าและเข้มแข็งในจิตใจของลุงอีกมาก ลุงจึงปลอบสาวสวยทั้งสองว่า น้องอย่าหลงเชื่อในสิ่งที่ไม่มีผล เรื่องใดพิสูจน์เห็นจริงก่อน ค่อยเชื่อ อย่าเชื่อคำบอกเล่าเป็นมรกดตกทอดกันมา
คืนนั้นเมื่อเห็นว่าดึกมากแล้ว ลุงก็ลาสองสาวผู้ที่ลุงรักดังดวงใจ กลับมายังที่พักด้วยความอาลัยยิ่ง รุ่งเช้าลุงก็เร่งเขียนจดหมายชี้แจงถึงความรักประหลาด ที่จะต้องมีภรรยาถึงสองคนในเวลาเดียวกันนั้นไปให้คุณแม่ที่กรุงเทพฯทราบ และบอกว่า หากในชาตินี้ไม่ได้แต่งงานกับสองสาวแล้ว ก็จะไม่ยอมแต่งงานตลอดชาติ เขียนจบแล้วอ่านทบทวนเห็นว่าถูกต้องตามความรู้สึกแล้วยังนึกถึงความรักที่สดชื่น
วันนั้นรีบจัดแจงนำจดหมายไปยังที่ทำการไปรษณีย์ลงทะเบียน เพราะถือว่าเป็นจดหมายสำคัญ แล้วกลับที่พักคอยรอคำตอบจดหมายจากคุณแม่ที่จะส่งมาด้วยความหวัง
แต่พอเวลาต่อมาก็มีบุรุษไปรษณีย์นำจดหมายลงทะเบียนมาให้ เมื่อลุงเปิดจดหมายอ่าน รู้สึกเย็นชาหมดทั้งตัว เพราะจดหมายของคุณแม่เหมือนสายฟ้าฟาดมาอย่างไม่รู้ตัว จดหมายของคุณแม่ตอนหนึ่งมีใจความว่า
'บัดนี้แม่ได้หมั้นผู้หญิงไว้ให้ลูกแล้ว แม่คิดว่าลูกคงจะพอใจ พ่อแม่ของเขาก็เต็มอกเต็มใจยกให้ แม่จัดการให้ผู้ใหญ่ไปหมั้นเรียบร้อยแล้ว แม่มีความภูมิใจมากที่จะได้ลูกสะใภ้ถูกอกถูกใจแม่ ลูกคงไม่คิดว่าแม่จะโบราณเกินไปนะ ที่ไม่คอยการตกลงใจของลูกก่อน และแม่ก็คิดว่าลูกเป็นลูกที่ดีอยู่ในโอวาสตลอดมา ลูกคงไม่คิดว่าแม่ใช้วิธีคลุมถึงชนนะ เพราะพ่อกับแม่เมื่อสมัยก่อนก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย ผู้ใหญ่จัดการให้ แต่เราก็อยู่มาด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดมาจนตายจากกันไป แม่ขอให้ลูกรีบกลับมาบ้าน จะได้รู้จักคู่หมั้นของลูก บัดนี้คู่หมั้นของลูกได้มาบ้านเสมอ เอาใจใส่ปฏิบัติแม่เหมือนว่าเป็นลูกสะใภ้แล้ว เธอน่ารักน่าเอ็นดูมาก
คุณพ่อของเธอเป็นเพื่อนกับเจ้าคุณพ่อของลูก เคยรับราชการร่วมกันมานาน แล้วย้ายไปทางใต้ เพิ่งจะย้ายกลับมาเร็วๆ นี้เอง ขอให้ลูกรีบกลับมาจัดการในเรื่องการแต่งงานโดยเร็ว อย่าให้แม่เสียผู้ใหญ่ เพราะแม่บอกว่า ลูกเป็นคนอยู่ในโอวาสของแม่'
เมื่อลุงได้อ่านจดหมายแล้วเหงื่อแตก รู้สึกเย็นเสียบจับใจราวกับเป็นไข้ มองเห็นวิมานที่ลุงสร้างไว้กำลังจะพังทลายลงมาแล้ว ลุงตัดสินใจไม่ได้ เพราะทางโน้นก็แม่ ซึ่งมีพระคุณเลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่ พระคุณล้นเหลือจนไม่มีอะไรเทียบเท่า ส่วนสองสาวลุงก็ได้ปฏิญาณไว้ว่า จะไม่ยอมมีรักอื่นอีก จะรักษาคำสาบานไว้เท่าชิวิต ทั้งไม่มีความรักเหลือไว้ให้ใครอีกต่อไปแล้ว
ส่วนจดหมายของลุงได้ส่งไปสวนทางกับจดหมายของคุณแม่ ลุงไม่มีสติจะคิดอะไรอีกแล้ว ลุงต้องนอนซมนับแต่วันนั้นมา อาการไข้สูงขึ้น ตัวร้อนหนาวสั่นจับใจ ที่สุดลุงก็ไม่ได้สติ จนเพ้อตลอดเวลา และลุงก็รู้ตัวว่าหมดอาลัยในชิวิตเสียแล้ว
เจ้าของบ้านผู้มีพระคุณ ซึ่งได้กรุณาให้ที่พักพิงก็ตกใจมาก รีบจัดการตามหมอมารักษา และรีบโทรเลขไปทางกรุงเทพฯ ชิวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอน วันนี้มีความสุข พรุ่งนี้มีความทุกข์ไม่มีใครรู้อนาคต น่าสงสารบัวแก้วบัวคำสองสาวที่น่ารัก เธอไม่รู้ว่าบัดนี้คนรักของเธอได้ป่วยหนัก เธอคงตั้งตาคอยอยู่ทางบ้านด้วยความากระวนกระวายใจ ส่วนคุณแม่ทางกรุงเทพฯ เมื่อได้รับจดหมายของลูกชายก็แทบจะเป็นลมอยู่แล้ว ทำไมเรื่องมันถึงเป็นไปได้เช่นนี้
ต่อมาไม่นานนัก คุณแม่ได้รับโทรเลขด่วนบอกข่าวป่วย เป็นธรรมดาของแม่ทั่วๆ ไป ย่อมเป็นห่วงลูกและรักลูก เมื่อได้รับโทรเลขก็ตกใจมาก รีบจัดแจงขึ้นรถไฟด่วนมาทันที แต่แม่หาได้มาคนเดียวไม่ พ่วงเอาลูกสะใภ้ในอนาคต และได้มีนายแพทย์ประจำตัวมาด้วย รู้สึกจะโกลาหลกันมาก เมื่อตรวจดูแล้วก็ปรากฏว่าเป็นไข้มาเลเรียอย่างแรง คุณแม่ตกลงจะพาตัวลุงไปรักษาที่กรุงเทพฯ
ส่วนเจ้าของบ้านบอกว่า ควรจะให้หมอคอตส์รักษาดีกว่า เพราะเป็นผู้ชำนาญ แต่คุณแม่คิดเกินไปกว่านั้น ถ้าหากราษาอยู่เชียงใหม่ ถ้าหายแล้วก็กลัวลุงจะไม่ยอมกลับกรุงเทพฯ แน่ เพราะฉะนั้น ท่านจึงคิดว่าควรพาตัวลุงไปกรุงเทพฯ เมื่อหายป่วยแล้วก็จับตัวแต่งงานเสียเลย
เวลาป่วย ลุงก็มีคู่หมั้นที่ลุงไม่เคยรู้จักมาก่อน คอยพยาบาลอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา เธอไม่ยอมห่างจากลุงเลย เธอปฏิบัติลุงได้อย่างสนิทสนม ไม่มีความรังเกียจ คล้ายว่าเคยรู้จักรักใคร่กันมาเป็นปีๆ ที่สุดคุณแม่ก็พาตัวลุงขึ้นรถไฟมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ จนได้ ปรากฏว่าลุงคลุ้มคลั่งอยากตายเพราะเป็นโรคมาเลเรียขึ้นสมอง ต้องรักษากันนานวันกว่าจะหายเป็นปกติ
เมื่อเกือบหายเป็นปกติ ลุงก็นคกถึงแต่บัวแก้วบัวคำว่า ป่านนี้เธอจะคิดอย่างไรก็ไม่รู้ คงจะโศกเศร้าเสียใจ จะต้องเขียนจดหมายชี้แจงเหตุผลให้เธอทราบเสียก่อน เพื่อให้เธอหายห่วง เพราะต้องนอนป่วยเป็นเวลานาน ไม่ได้รับข่าวคราวเธอเลย คิดแล้วจะมีความวิตกและเป็นห่วง คิดถึงบัวแก้วบัวคำทั้งสองมาก จิตใจก็ไม่มีความสุข กระวนกระวายอยู่เสมอ แม้จะมีคู่หมั้นคอยเอาอกเอาใจทุกอย่าง เหมือนทาสผู้ซื่อสัตย์ คอยถามโน่นถามนี่เพราะเธออยากทำทุกอย่างให้เป็นที่ถูกใจลุง แต่เมื่อเอาอกเอาใจมากเกินไปก็เกิดความรำคาญขึ้นมา แต่ลุงก็ไม่แสดงกิริยาอะไรให้เป็นที่น้อยใจ นึกสงสารว่า เธอไม่ควรจะมาพัวพันในชิวิตของลุงเลย
ลุงได้ส่งข่าวไปทางเชียงใหม่ โดยแอบให้เด็กเอาจดหมายไปส่งลงทะเบียน เพื่อป้องกันเด็กลืมหรือจดหมายหาย แล้วก็เฝ้าคอย แต่ก็ไม่มีจดหมายตอบมาเลย ลุงเฝ้าแต่ชะเง้อคอย และหมั่นถามว่ามีจดหมายมาหรือเปล่า แต่คอยแล้วก็เงียบหาย ไม่มีวี่แววจะได้รับข่าวจากคนรัก ความร้อนใจความกระวนกระวายใจและความเป็นห่วงถึงคนรักนั้นมีมากมายเพียงไร ไม่มีใครจะรู้ดีเท่าตัวเอง
หากจดหมายที่ส่งไปถึงแล้ว เธอจะต้องรีบตอบทันที เพราะลุงรู้จิตใจนิสัยของคนรักได้ดี แต่ทำไมจดหมายส่งไปจึงไม่ได้รับคำตอบ ชักจะเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที เมื่อค้นใบลงทะเบียนของกรมไปรษณีย์ ก็เห็นตีตราลงวันที่ถูกต้องทุกอย่าง จะว่าเด็กไม่เอาไปส่งก็ไม่ได้ มีปัญหาว่า ทำไมเธอจึงไม่ตอบทั้งสัญญาว่าชิวิตของเราแยกกันไม่ได้ คิดขึ้นมาได้ว่า คราวนี้ควรจะจดหมายให้เพื่อนช่วยไปสืบเสาะหาความจริงที่บ้านของสาวบัวแก้วและบัวคำ ไปถามถึงเหตุผลดู คงจะได้รู้เรื่องแน่นอน
บังเอิญวันนั้น คู่หมั้นของลุงลากลับบ้านไป ลุงได้ตัดสินใจเล่าเรื่องทางจดหมายให้เพื่อนทางเชียงใหม่ฟัง และขอความช่วยเหลือ ยังไม่ลืมที่จะส่งถึงบัวแก้วอีกหนึ่งฉบับ คราวนี้คิดว่าคงปลอดภัยดีกว่าคนในบ้านไปส่ง จึงเขียนเพิ่มเติมลงไปว่า หากจดหมายตอบมาทางบ้านก็คงจะไม่สะดวก อาจจะมีคนคอยกักจดหมาย ได้บอกให้ส่งในนามของเพื่อนเป็นผู้รับ
เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็ฝากเพื่อนไปส่งทางไปรษณีย์ เหตุการณ์คงจะเรียบร้อย แต่แล้วไม่ช้าเพื่อนทางเชียงใหม่ก็จดหมายตอบมา เมื่อได้เห็นเพื่อนนำจดหมายมาส่งให้ แต่เมื่อเปิดอ่านก็รู้ข้อความในจดหมายทันที ทำให้ลุงมือเท้าหมดแรงแทบล้มที่งยืน
ตอนหนึ่งในจดหมายของเพื่อนบอกว่า....เมื่อผมเดินเข้าไปในบ้านบัวแก้วเห็นเงียบเชียบและวังเวงชอบกล มองเห็นพ่อเฒ่าหนานหมูก็เห็นแกซึม...มองดูแม่เฒ่าคำแปงผู้น้องสาวก็คล้ายมีความทุกข์ใจอย่างหนัก ผมเกือบจะไม่กล้าถามอะไร แต่เมื่อได้รับภาระของเพื่อนมาแล้วก็ต้องให้ได้เรื่อง จึงแข็งใจถามเรื่องราวดู ก็ได้ทราบวันหนึ่ง บัวแก้วได้รับจดหมายลงทะเบียนมาจากกรุงเทพฯ เมื่อเปิดออกอ่านแล้วก็ร้องไห้วิ่งไปหาบัวคำ ทั้งสองคนต่างก็พากันร้องไห้ ไม่รู้ว่าจดหมายอันนั้นว่าอะไรบ้าง ต่อจากนั้นมาสองสาวก็ไม่มีความสุข ไม่เป็นอันกินอันนอนร่างกายซูบซีด
ต่อมาก็มีแม่ชีเฒ่ามาจากเมืองใต้ แล้วก็ได้สนทนาไต่ถามถึงความทุกข์ความตรอมใจ แม่ชีก็ตักเตือนให้นึกถึงทางพระ พิจารณาทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน แต่ต่อมาทั้งบัวแก้วบัวคำก็หายไปจากบ้านทั้งคู่ ทำให้ทุกคนเข้าใจว่าสองสาวคงจะเข้าไปหาทางธรรม เพื่อปัดเป่าความทุกข์ให้พ้นเวรกรรม ทั้งสองยังได้เขียนจดหมายบอกลุงหนานและแม่เฒ่าคำแปงว่า อย่าติดตามไปเพราะตั้งใจไปสู่ทางดี
นอกจากนั้นยังมีจดหมายฝากให้คุณอีกหนึ่งฉบับ ผมขอรับมา แต่ลุงหนานบอกว่าจะส่งให้คุณด้วยมือของแกเอง เพราะหลานสาวสั่งไว้เช่นนั้น
ผมจนใจจริงๆ ไม่ทราบว่ามีใจความอย่างไร วันนั้นผมรู้สึกเศร้าใจมาก คิดว่าอันตัวผมก็เศร้าใจเมื่อได้ทราบเรื่องถึงเพียงนี้ เมื่อคุณได้ทราบแล้วจะเศร้าใจเพียงไหน ผมเห็นใจเพื่อนจริงๆ...
เมื่อลุงได้อ่านจดหมายแล้วใจหาย น้ำตาไหลสะอื้น เพราะชิวิตอนาคตของลุงถูกทำลายจนสุดสิ้นไปแล้ว ลุงนึกในใจว่า ลุงจะตองขึ้นไปเชียงใหม่ให้ได้ แม้ว่าจะต้องขัดใจกับคุณแม่ก็ตาม ตั้งใจจะหนีไป ไม่ยอมบอกคุณแม่ให้รู้ เพราะโกรธว่าคุณแม่เป็นต้นเหตุทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง เวลานั้นลุงเหมือนคนไม่มีหัวใจ เกือบจะไม่รู้สึกตัวว่าทำอะไรผิดหรือถูกลงไปบ้าง
สติไม่ดีคล้ายคนบ้า แต่เมื่อได้สติขึ้นมาก็นึกได้ว่า เราก็ได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจความขมขื่นเพียงไร เมื่อทำลายความหวังหมดสิ้นไปแล้ว ควรจะเอาทางพระระงับใจ อย่าปล่อยไปตามอารมณ์ เพราะจะทำให้คุณแม่บังเกิดเกล้าผู้มีพระคุณยิ่ง ได้รับความสะเทือนใจ เป็นการขาดความกตัญญู ไม่สมควร เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็สงบใจ
เมื่อได้โอกาส ลุงจึงพูดกับคุณแม่ว่า
'คุณแม่ครับ ผมอยากจะขึ้นไปเชียงใหม่ เพื่อจะได้มีโอกาสสืบหาบัวแก้วกับบัวคำ ว่าเธอจากบ้านไป แล้วไปยู่ที่ไหน ผมไม่สามารถจะลืมเธอได้ คุณแม่ให้ผมไปนะครับ'
ลุงคิดว่าคุณแม่คงจะทักท้วง หรือห้ามปรามไม่ยอมให้ไป เพราะคุณแม่เอาแต่ใจชอบ แต่ก็เป็นการเข้าใจผิด คุณแม่กลับพูดอย่างรู้สึกเสียงใจว่า
'ลูกรักของแม่ ตามใจลูก แม่ไม่ห้ามแล้ว เพราะแม่รู้ตัวว่าแม่ผิดไปแล้ว แม่ไม่รู้ว่าความรักของลูกกับบัวแก้วและบัวคำจะถือมั่นเป็นชิวิตเช่นนี้ ครั้งก่อนแม่ก็ได้เสียลูกสาวไปแล้ว คราวนี้แม่ไม่ยอมเสียลูกชายไปอีกเป็นอันขาด เมื่อลูกจะไป แม่ก็ไม่ห้าม ขอให้ลูกคิดถึงแม่ที่รักลูกเป็นห่วงลูกบ้างก็แล้วกัน'
พูดแล้วคุณแม่ก็ร้องไห้
ลุงเกิดความสงสารคุณแม่มาก จึงพูดว่า
'ผมเป็นลูกของคุณแม่ คุณแม่เป็นแม่พระของผม พระคุณนั้นสูงสุดที่ผมไม่สามารถจะตอบแทนได้ ฉะนั้นผมไม่มีวันลืม ผมจะรีบกลับ เมื่อได้ข่าวเรื่องบัวแก้วบัวคำแล้ว'
เมื่อลุงขึ้นไปถึงเชียงใหม่ก็มิได้รอช้า เพราะจิตใจมันร้อนเป็นไฟ มีแต่ความทุกข์ความเศร้า ขาดความสุขสบาย มีความกระวนกระวายใจ อยากทราบข่าวสองสาวโดยเร็ว
เมื่อลุงย่างเท้าเข้าไปในเขตบ้านลุงหนานหมู ลางสังหรณ์ทำให้จิตใจสั่นหวั่นพรั่นพรึงหวาดกลัวขึ้นมา เกรงจะได้รับข่าวร้าย สายตามองดูรอบๆบ้าน อุปาทานเกิดคิดไปว่า ต้นไม้ใบไม้มันช่างเงียบเหงา ดูแล้วก็เหมือนไม่มีชิวิตชิวาก็เศร้าใจ เคยเห็นดอกกุหลาบดอกใหญ่ต่างสี บัดนี้กำลังจะร่วงโรยเหี่ยวแห้งไปทั้งต้นหมดแล้ว คงจะไม่ได้รดน้ำพรวนดินมานานเพราะถูกทอดทิ้ง
เพราะเจ้าของจากไปแล้ว น้ำตาลุงไหลออกมาอย่างไม่รู้สึกตัว ลุงค่อยๆเดินเข้าไปในบ้าน ยืนหัวบันได ร้องเรียกลุงหนานด้วยเสียงสั่นเครือว่า
'ลุงหนานครับ ๆๆ'
บนบ้านเงียบเสียง คล้ายกับไม่มีคนอยู่ ลุงซักใจคอไม่ค่อยดี จึงเข้าไปใกล้ตัวบ้าน แล้วก็ร้องเรียกเสียงดังขึ้นว่า
'ลุงหนานครับ ลุงหนานครับ'
แต่แล้วก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องตอบลงมาจากบนเรือนว่า
'ใครเรียกหนานหมู หนานหมูไปวัด ยังไม่กลับ'
ได้ยินเสียงนั้นจำได้ว่าเป็นคนอื่นไปไม่ได้ นอกจากป้าคำแปง จึงตอบไปว่า
'ผมเองครับ ป้าคำแปง ผมแช่มครับ เพิ่งขึ้นมาจากกรุงเทพฯ'
ป้าคำแปงลุกขึ้นมาจากในเรือน เพราะได้ยินเสียงกุกกัก แล้วก็เห็นแกเปิดประตูออกมา หน้าตาซีดเซียว ลุงเห็นก็ตกใจ รู้สึกว่าหน้าตาแกเหี่ยวแห้ง แก่กว่าอายุจริงสัก ๑๐ ปี เพียงพบกันครั้งหลัง เมื่อแกเห็นลุงก็อดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ ร้องออกมาเพียงว่า
'โอ คุณมาแล้ว'
เท่านั้นป้าคำแปงก็ร้องไห้เหมือนเด็ก พลางพูดว่า
'เดี๋ยวนี้บัวแก้วบัวคำไม่มีในบ้านนี้แล้ว'
ป้าคำแปงพูดแล้วสะอื้น ลุงพลอยเศร้าและน้ำตาไหลออกมาด้วยความคิดถึง ความรัก ความสงสาร ทุกอย่างมันระดมเข้ามาอยู่ในความรู้สึกของลุงจนแทบจะเป็นบ้า แต่ก็ยับยั้งสติไว้ได้ จึงพูดกับแม่เฒ่าคำแปงว่า
'ผมรู้สึกเสียใจมากป้าคำแปง เป็นความผิดของผมเอง ที่ได้เจ็บป่วยเสียหลายเดือน กลับลงไปกรุงเทพฯ ก็ไม่มีโอกาสจะได้ทำความเข้าใจเสียก่อนเพราะป่วยจนไม่ได้สติ ถ้าคุณแม่ไม่มารับผมกลับกรุงเทพฯ เรื่องก็คงจะไม่ยุ่งยากอย่างนี้ บัดนี้คุณแม่รู้สึกตัวแล้ว จึงอนุญาตให้ผมขึ้นมาสืบหาบัวแก้วบัวคำอย่างอิสระ เมื่อพบแล้วเราจะแต่งงานกัน'
ผมมองดูป้าคำแปงที่ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไร เพียงแต่พูดว่า
'คุณตามหาบัวแก้วบัวคำไม่พบอีกแล้ว มันสายไปแล้ว'
ลุงพูดด้วยความหนักแน่นว่า
'ถ้ายังมีชิวิตอยู่ ผมขอตามจนพบ และในชาตินี้นอกจากบัวแก้วบัวคำแล้ว ผมจะไม่แต่งงานกับหญิงอื่นเป็นอันขาด'
ลุงพูดจากใจจริง แต่แม่เฒ่าคำแปงก็ยังไม่มีทีท่าจะสนใจคำพูดอะไรกับลุงมากนัก รู้สึกว่าซึมๆ ลง ลุงจึงพูดต่อไปว่า
'ผมเสียใจเหลือเกิน ผมขอรับผิดแต่ผู้เดียวในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จนทำให้ลุงหนานหมูกับป้าคำแปงต้องสูญเสียหลานสาวที่รักยิ่งชีวิต จึงเกิดทุกข์ทรมานจิตใจอย่างสาหัส ผมต้องรับบาปอันนี้แต่ผู้เดียว ตัวผมเองก็ไม่สามารถจะพูดออกเท่าความจริงใจมาได้ว่า ผมต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชิวิตอนาคตหมดสิ้น ถ้าหากผมค้นหาบัวแก้วบัวคำไม่พบ'
เสียงแม่เฒ่าคำแปงพูดอย่างสะอื้นว่า
'คุณไม่ผิด ป้ารู้เรื่องดีแล้ว คุณแจ้งได้เล่าความจริงให้ป้าและพี่หนานฟังหมดแล้ว ป้ารู้ว่าคุณเป็นคนดี มีความสัตย์ซื่อต่อบัวแก้วบัวคำ คุณเป็นคนมีใจบริสุทธิ์ แต่มันเป็นเวรกรรมที่จะต้องรับใช้หนีเวรในชาติก่อนหรือชาตินี้ ป้าก็ไม่รู้ได้ แม้ป้าจะได้รู้ว่ากรรมย่อมหนีไม่พ้น ป้าก็ยังรักยังอาลัยหักใจไม่ได้ และทั้งสงสารคุณที่ต้องได้รับควาามระทมใจในชิวิต'
วันนั้นลุงได้สนทนาปรับทุกข์กับแม่เฒ่าคำแปง จนกระทั่งลุงหนานหมูกลับจากวัดแล้วก็ไม่มีอะไร เพราะต่างคนต่างเข้าใจกันดี และเห็นอกเห็นใจกัน ลุงหนานหมูได้มอบจดหมายต่างๆ ของลุงคืนมาให้ เมื่อลุงเปิดออกก็ตกใจ เพราะจดหมายทุกฉบับได้ปลอมแปลงข้อความตรงกันข้ามหมด แล้วยังปลอมลายมือของลุงด้วย นี่เป็นการกระทำของคู่หมั้นของลุง ที่เจ้ากี้เจ้าการใช้กลอุบายแต่งคำพูดเสียดสี
แต่แล้วก็เห็นจดหมายอีกหนึ่งฉบับผนึกซองเรียบร้อย จดหมายฉบับนี้หน้าซองสั่งลุงหนานหมูว่า ถ้าหากไม่พบลุงเลยในระยะหนึ่งปี ก็ให้เผาไฟให้หมด จดหมายฉบับนี้เป็นของสาวบัวคำ ตอนหนึ่งมีใจความว่า
'....คุณพี่คงจะไม่ว่าน้องทั้งสอง ที่น้องหนีออกจากบ้านนะคะ เพราะมีเหตุจำเป็นบังเอิญตั้งหลายอย่างมาประจวบชะตาร้ายเข้า จดหมายของคุณพี่ก็ได้ทำลายหัวใจของน้องทั้งสองพอแล้ว ทางบ้านผู้ใหญ่ก็ยังบังคับให้บัวคำแต่งงานกับอาเสี่ยใหญ่โต ซึ่งใจน้องเพียงแค่นี้ไม่รู้จะช้ำซอกไปถึงไหน แต่เมื่อได้สาบานไว้แล้วว่าจะซื่อตรงต่อกัน น้องจึงได้พากันออกจากบ้าน ธรรมะเท่านั้นที่จะระงับความทุกข์ให้สงบได้ โปรดอย่าได้ติดตามน้องเลย น้องไปดี'
เมื่อลุงได้อ่านจบแล้วก็ต้องสะอื้นกลืนความเศร้าลงไปในอก คิดว่าในชาตินี้จะต้องลำบากยากแค้นเพียงใด ลุงจะต้องตามให้พบจนได้ ถ้าตามไม่พบก็คงจะไม่มีความสุขตลอดชิวิตของลุง
นับแต่วันนั้นลุงก็เริ่มเดินทางไปทุกหนทุกแห่ง ครั้งแรกได้ข่าวว่ามีผู้พบสองสาวกับแม่ชีเฒ่าเดินเข้าไปในถ้ำเชียงดาว ลุงก็ไม่ย่อท้อติดตามไปด้วย หาคนพื้นบ้านเชียงดาวไปเป็นเพื่อน และในถ้ำเชียงดาวก็ไกลลึกล้ำเกินความสามารถของหญิงทั้งสองกับแม่ชีเฒ่าจะไปได้
จากนั้นก็เที่ยวตามหาที่วัด ซึ่งมีแม่ชีจำศีลหลายคน แต่การค้นคว้าหาสองสาว ที่ตนรักนั้นเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ลุงได้ค้นหาแทบจะพริกแผ่นดินภาคพายัพ โดยท่องเที่ยวสอบหาในที่ต่างๆ เป็นเวลาปีๆ ก็ไม่ได้ข่าวสองสาวคู่ชิวิต
แต่ก็ได้พบสิ่งที่ประหลาดในชิวิตของลุงว่า จะเป็นสิ่งอัศจรรย์ เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นเมื่อลุงได้พักอยู่ในจังหวัดเชียงราย คืนหนึ่งจวนสว่าง ลุงฝันเห็นบัวคำบัวแก้วแต่งกายสวยงามเดินยิ้มเข้ามาหาลุง แล้วพูดขึ้นว่า
'คุณพี่อย่าได้ติดตามหาน้องทั้งสองเลย เราอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว และอยู่ในดินแดนที่มนุษย์หาไม่พบ'
ในฝัน ลุงตกตะลึงเมื่อเห็นสองสาวดูสวยงาม ราวกับหยาดฟ้ามาดิน งามกว่าเมื่อแรกพบ พูดด้วยกิริยาสุภาพเรียบร้อย ดูเธอสวยทั้งรูป สวยทั้งกิริยาวาจาไพเราะ ลุงทนไม่ไหว โผเข้าไปกอดทั้งสองไว้คนละข้าง เธอหัวเราะอย่างเอียงอาย แต่มิได้ขัดขืน มันเป็นชิวิตที่สดชื่น ไม่เคยมีเช่นนี้มาก่อนเลย ลุงยังนึกว่า ลุงอยู่บนโลกสวรรค์และวิมาน หรือที่ใดนะมันช่างสดชื่น มีความสุขกว่าโลกมนุษย์มากมายอะไรอย่างนี้ ความรักของลุงมันฉ่ำชื่นด้วยชีวิตแห่งความสุขจริงๆ ไม่สามารถจะพูดออกมาได้เท่าความจริงที่รู้สึก พลอดรักกันเป็นเวลาเท่าใดไม่ได้สนใจ แต่แล้วสองสาวก็ผลัดจากอ้อมกอดของลุง แล้วพูดว่า
'วันหนึ่งข้างหน้า คุณพี่จะได้มาอยู่ร่วมกับน้องทั้งสอง เราจะได้เสวยความสุขด้วยกันทั้งสามคน ไม่ต้องจากกันอีกแล้ว แต่วันนี้น้องจะต้องลาไปก่อน และขอให้คุณพี่หยุดค้นหาและติดตามหาน้องได้แล้ว ผลแห่งความสัตย์ซื่อที่มีต่อกันตลอดมา เราจะต้องมาอยู่ร่วมกันในวันข้างหน้าและน้องทั้งสองขอร้องให้คุณพี่รีบกลับบ้านกรุงเทพฯ โดยด่วน เพราะคุณแม่ท่านกำลังป่วย และเรียกหาแต่คุณพี่ ลาไปก่อนนะคะ วันข้างหน้ายังเป็นของเรา'
แล้วลุงก็ตกใจตื่นขึ้นมา แม้จะรู้ว่าเป็นความฝัน ลุงก็เสียดายเหลือเกิน ความฝันมันจับใจกว่าความเป็นอยู่ธรรมดาที่ไม่ฝัน ใครจะเชื่อหรือไม่ ลุงไม่สนใจ เพราะลุงได้พบในฝันมาแล้ว ความซาบซึ้งตรึงใจเพิ่มขึ้นหลายเท่า แต่เมื่อได้ยินสองสาวพูดว่า เธอได้อยู่ที่ปลอดภัยแล้ว ขอให้ลุงเลิกติดตาม ลุงก็สงสัยว่า เธอทั้งสองต้องจากโลกนี้ไปแล้ว และได้บอกว่าให้รีบกลับบ้าน คุณแม่กำลังป่วย ทำให้ลุงนึกถึงคุณแม่ที่ได้ทอดทิ้งมาเป็นเวลาแรมปี และลุงก็อยู่ไม่เป็นที่ ได้แต่จดหมายบอกข่าวไปเท่านั้น คราวนี้ลุงรีบกลับกรุงเทพฯ เพราะเกิดห่วงคุณแม่ขึ้นมาทันที การติดตามสองสาวคงไม่ได้ผล คิดว่าคงเหลือแต่วิญญาณที่กำลังคอยลุงอยู่ในโลกหน้า
เมื่อลงจากรถเห็นประตูบ้าน จิดใจมันสั่น กลัวคุณแม่จะไม่สบายมากนืกไปถึงว่ากลัวท่านจะสิ้นไปเสียก่อน โดยไม่เห็นหน้าเห็นใจ พอดึงกรดิ่งเรียกที่หน้าประตูใหญ่ ตาหวังคนใช้เก่าแก่ก็ออกมาเปิดประตู พอเห็นลุงเข้าก็ตกใจและดีใจ ลุงไม่รอช้าด้วยความเป็นหว่างรีบถามถึงอาการคุณแม่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็ได้รับคำตอบว่าค่อยยังชั่วมากแล้ว และสงสับว่าลุงรู้ข่าวคุณแม่ป่วยได้อย่างไร
เมื่อลุงเข้าไปในห้องที่คุณแม่นอน ก็เห็นว่าท่านกำลังดูแลให้เด็กตำหมาก พอเห็นลุง คุณแม่ก็ดีใจจนร้องไห้ ลุงเข้าไปกราบท่าน ท่านก็เอามือลูบหัว
'กลับมาแล้วหรือลูก พบคู่รักของเจ้าแล้วหรือยังล่ะ'
ลุงตอบว่า 'ยังครับคุณแม่ คุณแม่ป่วยเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ'
เสียงคุณแม่พูดว่า 'แม่ค่อยยังชั่วแล้ว หมากพลูไม่อยากกิน มาวันนี้อยากกินหมาก พอรู้สึกอยาก อาการก็ดีขึ้น'
ลุงถามว่า 'หมอเขาว่าคุณแม่เป็นโรคอะไรครับ'
ลุงเห็นแม่หน้าเบ้ น้ำตาไหลร้องไห้ พูดเสียงสะอื้นว่า 'แม่คิดถึงลูก'
ลุงแสนจะสงสารท่าจนน้ำตาไหลออกมา จึงบอกว่า
'ผมกลับมาแล้ว ต่อไปนี้ลูกจะไม่จากคุณแม่ไปนานๆ อย่างนี้อีก ลูกจะอยู่กับคุณแม่ตลอดไป ลูกเพิ่มจะรู้ตัวว่าเป็นคนไม่ดี ปล่อยให้คุณปแม่เป็นห่วง เป็นทุกข์เป็นร้อน เพราะลูกเหมือนคนไม่มีความกตัญญูรู้บุยคุณ ต่อไปนี้ลูกไม่ไปไหนไกลคุณแม่อีกแล้ว'
ดูคุณแม่ค่อยสดชื่นขึ้นมากพูดว่า
'อย่าตำหนิตัวเองเลยลูก ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำอาบท่าพักผ่อนเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาหาแม่อีก'
เมื่อลุงออกจากห้องคุณแม่ ก็เข้าห้องส่วนตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำเสร็จ ก็ออกมาไต่ถามน้องสาว ซึ่งเป็นน้องสาวแม่ได้มาอยู่ปฏิบัติพี่สาว ก็ได้ความสำหรับคู่หมั้นของลุง คุณแม่ได้บอกเลิกไปแล้ว และเขาก็เลิกสนใจลุงมานานแล้ว เมื่อคุณแม่ป่วยก็เพ้อบ่นถึงลุงเสมอ ตอนหนึ่งน้าสาวลุงบอกว่า
'เมื่อสองคืนมานี้ คุณพี่เพ้อเรียกชื่อแปลกมาก ไม่เคยได้ยินมาก่อน ดูเหมือนชื่อบัวแก้วบัวคำ และพูดอะไรอีกหลายอย่าง น้าจำไม่ได้ และตั้งแต่นั้นมาก็รู้สึกว่าดีขึ้น กินข้าวต้มได้ ก่อนหน้านี้น้านึกว่าจะแย่แล้วซิ จะโทรเลขบอกข่าวหลาน ก็ไม่รู้ว่าอยู่ไหน เมืองอะไร เพราะคุณพี่ไม่ได้สติ'
ลุงต้องสะดุ้ง เมื่อน้าพูดถึงบัวแก้วบัวคำ สมองมันปั่นป่วนไปหมด เรื่องประหลาดอัศจรรย์ที่สองสาวบอกลุงในฝันว่า คุณแม่ป่วยแล้วก็ป่วยจริงๆ นี้เป็นอย่างไรนึกไม่ออก เมื่อลุงไปหาคุณแม่หลังจากพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว คุณแม่มีเสียงแจ่มใส อมหมากเหมือนจะหายจากป่วยแล้ว
'นี่พ่อแช่มลูกแม่ สำหรับบัวคำกับบัวแก้วของลูกทั้งสองคน รูปร่างลักษณะคล้ายกัน สูงต่ำเท่ากันใช่ไหมลูก และแม่บัวแก้วชอบใส่เสื้อและซิ่นสีชมพู ส่วนแม่บัวคำชอบใส่เสื้อผ้าสีก้านมะลิใช่ไหม ทั้งคู่สวยอย่างกับเทพธิดานางฟ้าใช่ไหมลูก'
ลงตกใจว่า ทำไมคุณแม่ถึงรู้ ทั้งที่คุณแม่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน จึงบอกว่า
'ใช่ตามที่คุณแม่บอกครับ คุณแม่รู้ได้อย่างไร' คุณแม่พูดขึ้นอย่างเศร้าๆ ว่า
'เมื่อสองเดือนก่อน แม่ฝันไปว่า มีหญิงสาวสวยสองคนเดินเข้ามากราบแม่ที่ตัก ห้องก็ห้องนี้แหละ แล้วเธอก็แนะนำว่า คนหนึ่งชื่อบัวแก้วและอีกคนหนึ่งชื่อบัวคำ แล้วเรียกแม่อย่างสนิทสนม กิริยาท่าทางเรียบร้อยน่าเอ็นดูทั้งคู่ และเป็นหญิงที่สวยงามมาก แม้เป็นหญิงด้วยกัน มองเห็นยังตะลึง ทั้งสองบอกว่ามาเยี่ยมแม่ และรับปากกับแม่ว่าจะไปตามลูกให้กลับมาบ้าน บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงลูก แล้วแม่ก็ตื่นนอนตอนย่ำรุ่ง
แม่คิดถึงบัวแก้วบัวคำคนรักของลูกแล้ว แม่ก็เศร้าใจเหลือเกิน ทำให้คิดว่าสองสาวคงจะไปสู่ที่ชอบเสียแล้ว วิญญาณจึงได้ล่องลอยไปตามความรู้สึก แม่สงสารลูกมาก ที่แม่ได้สร้างกรรมไว้ให้แก่ลูกต้องรับทุกข์ทรมานใจเช่นนี้'
คุณแม่พูดแล้วก็ร้องไห้น้ำตาไหลพราก ลุงจึงได้ปลอบท่านว่า
'คุณแม่อย่าได้คิดอะไรไปให้มากเลยครับ คนเราแล้วแต่บุญกรรมที่ได้สร้างมา เราพยายามสร้างบุญสร้างกุศลให้ดีที่สุด เท่าที่เาราสามารถจะทำได้ดีกว่า ผมเองก็ถูกวิญญาณบัวแก้วบัวคำไปบอกให้กลับบ้าน ว่าคุณแม่ป่วย ผมจึงรีบกลับมา และได้เห็นคุณแม่ค่อยยังชั่วมากผมก็สบายใจ'
หลังจากนั้นคุณแม่ของลุงก็หายป่วย แล้วลุงและคุณแม่ก็คิดแต่จะสร้างกุศล หากสองสาวได้จากโลกนี้ไปแล้ว ก็จะอุทิศแผ่กุศลไปให้ และอุทิศกุศลไปให้คุณพ่อและพี่สาวด้วย เราได้สร้างพระประธาน สมทบทุนสร้างโบสถ์ สร้างศาลา สมทบทุนสร้างโรงเรียน บวชคนที่มีความประสงค์จะเข้าศึกษาเล่าเรียนในทางธรรม ด้วยใจรักเป็นพระสงฆ์
ต่อมาอีกหลายปี คุณแม่ของลุงก็ถึงแก่กรรมลงด้วยโรคชรา นี่แหล่ะเรื่องที่ลุงเล่ามานี้เป็นเรื่องแปลกมาก
****
เมื่อได้ฟังเรื่องราวอันน่าประหลาดมหัศจรรย์ ข้าพเจ้ามีความสงสารลุงแช่มที่ถูกชะตากรรมทำลายอนาคตชิวิตจิตใจ จึงพูดขึ้นว่า
'คุณลุงก็ได้ประกอบกรรมทำดีมากมาย ตลอดจนรักษาความสัตย์สุจริตอย่างเที่ยงตรง แต่คุณลุงก็ได้รับชะตากรรมที่ต้องทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างแสนสาหัส ทำไมหนอผู้ทำกรรมดีกลับได้ชั่วตอบแทน โลกเรานี้ดูออกจะไม่ยุติธรรมเลย'
ลุงแช่มแสดงสีหน้าสลดแล้วพูดว่า
'โลกเราอยู่ได้ด้วยความเป็นธรรม อยู่ในขอบเขตของกฏแห่งกรรม ไม่มีใครจะหนีพ้น'
พวกคุณได้ยินได้ฟังแต่เรื่องกรรมดีของลุงเท่านั้น แต่หาได้รู้ชิวิตเบื้อหลังที่ลุงเคยสร้างกรรมชั่วไว้ไม่
ฉะนั้น เพื่อตัดข้อสงสัยในเรื่องนี้ ลุงทำดีแล้วเหตุใดกรรมชั่วจึงตามสนอง เพื่อให้ความยุติธรรมแก่โลก ขอให้พวกคุณฟังเรื่องที่ลุงคิดว่า เป็นต้นเหตุกรรมที่ลุงได้รับอยู่ทุกวันนี้บ้าง
ลุงขอเล่าย้อนไปถึงคำพูดที่คุณแม่ได้พูดเอาไว้ว่า
'ครั้งก่อนแม่ก็สูญเสียลูกสาวไปแล้ว คราวนี้แม่จะไม่ยอมเสียลูกชายอีกเป็นอันขาด'
เมื่อมานึกถึงคำพูดแม่เฒ่าคำแปงว่า
'ไม่รู้ว่าเป็นเวรกรรมที่จะต้องรับใช้หนีเวรในชาติก่อนหรือชาตินี้'
ด้วยเหตุนี้ทำให้ลุงนึกประหวั่นพรั่นพรึง และนึกกลัวที่ลุงเคยทำกรรมกับพี่สาวของลุงมาแล้ว เห็นจะเป็นกรรมอันนี้ที่ติดตามสนองลุงในชาตินี้ ถ้าไม่นึกก็ไม่เห็น ถ้านึกก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นในผลกรรม
เหตุการณ์เกิดขึ้นในสมัยลุงยังเป็นเด็ก และเป็นเด็กที่ปากบอนชอบฟ้อง ลุงมีพี่สาวคนหนึ่งชื่อ "ชดช้อย" อายุ ๑๙ ปี พ่อแม่เดียวกัน มีเพียงสองคนพี่น้อง เวลานั้นลุงมีอายุราว ๑๐-๑๑ ขวบ เจ้าคุณพ่อตั้งชื่อลุงว่าแช่ม
ครั้งนั้นบ้านเรามีการใส่บาตรเป็นประจำทุกเช้า บังเอิญก็มีพระเป็นมหาอยู่วัดไม่ห่างไกลจากบ้านเรา มารับบาตรที่บ้านทุกเช้า เกิดมาพอใจพีชดช้อยเข้า
ต่อมาท่านมหาก็สึกออกมา แล้วส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอพี่ชดช้อย แต่คุณแม่ท่านเจ้ากี้เจ้าการ บอกปฏิเสธผู้ใหญ่ฝ่ายมหาไป อ้างว่าพี่ชดช้อยยังเป็นเด็กเกินกว่าที่จะมีเรือน ความจริงคุณไม่ไมชอบทิดมหา...เพราะเห็นว่าไม่มีสมบัติอะไร ไม่สมศักดิ์ศรีกับพี่สาวของลุง
สำหรับคุณพ่อก็ไม่เท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าจะมีการเห็นอกเห็นใจหนุ่มสาวมาก แต่คุณแม่เป็นตัวตั้งตัวตี หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมยกลูกสาวให้ทิดมหาที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายตีนเป็นอันขาด เพราะถือว่าคุณพ่อเป็นพระยาศักดิ์สูง การที่จะหาคู่ ควรหาที่เสมอน้ำเสมอเนื้อกัน แต่ความรักหนุ่มสาวย่อมจะอยู่เหนือสิ่งใดๆ ที่จะขัดขวางได้ เจ้าทิดมหาก็หาเวลาและโอกาสที่จะแอบมาพบพี่สาวของลุงเสมอ แม้จะถูกกีดกันไม่ยอมให้ทิดมหาเข้ามาในเขตบ้านก็ตาม
คุณแม่ซึ่งรู้ระแคะรายคายการนัดพบของหนุ่มสาว จึงสั่งคนในบ้านไว้ว่า ถ้าหากเจ้าทิดมหาเข้ามายุ่งในเขตบ้าน ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิด ให้ช่วยกันจับลงทัณฑ์ทุบตีทันที เวลานั้นลุงก็ยังไม่รู้ว่าความรัก ความหลงใหลของหนุ่มสาวจะมีมากเพียงไร
เมื่อได้เห็นเจ้าทิดมหาแอบเข้ามาพบพี่สาวของลุง ก็รีบไปฟ้องคุณแม่ทันที จนเจ้าทิดมหาไม่กล้าจะเข้ามาในเขตบ้าน แต่แอบติดต่อกันทางจดหมาย โดยผ่านคนในบ้านที่เป็นผู้หญิงคนใช้หรือแม่ครัว พวกนี้พากันเห็นใจนายสาวมาก และพากันซังน้ำหน้าลุงไปตามๆกัน แต่แล้ววันสำคัญที่เป็นประวัติการณ์ในครอบครัวเราก็มาถึง
คืนนั้นที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น ลุงลุกขึ้